1. นโยบายและแนวปฏิบัติด้านสังคม

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibilities) โดยมุ่งเน้นการประกอบกิจการด้วยความดูแลเอาใจใส่ต่อผู้มีส่วนได้เสีย เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ ซึ่งบริษัทหวังว่าการดำเนินธุรกิจภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคมจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมพร้อมกับการเจริญเติบโตของบริษัทควบคู่กันไปด้วย บริษัทได้ยึดถือแนวทางปฏิบัติในการทำงานด้านสังคม ตามนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อความยั่งยืนของกิจการ และสังคมโดยรวม ซึ่งได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ดังนี้

1. การปฏิบัติด้านแรงงาน

บริษัทและบริษัทย่อยจะปฏิบัติต่อพนักงานและแรงงานอย่างเป็นธรรม ให้มีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม รวมถึงจัดให้มีประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน และการจัดให้มีสวัสดิการพนักงานในระดับต่าง ๆ ครอบคลุมประกันสุขภาพ การคุ้มครองและประกันภัย อีกทั้ง บริษัทยังส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร โดยจัดให้มีการจัดอบรม สัมมนา ฝึกอบรม รวมถึงส่งบุคลากรเข้าร่วมสัมมนา และฝึกอบรมวิชาการด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถศักยภาพของบุคลากร รวมถึงปลูกฝังทัศนคติที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม และการทำงานเป็นทีมแก่บุคลากร รวมถึงเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถแสดงความคิดเห็น หรือร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมหรือการกระทำที่ไม่ถูกต้องในบริษัทรวมถึงให้การคุ้มครองพนักงานที่รายงานเรื่องดังกล่าว เสริมสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่คำนึงถึงสุขภาพ ความปลอดภัย และ อาชีวอนามัยในสถานที่ทำงาน รวมถึงพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ เติบโตในสายอาชีพได้อย่างยั่งยืน

ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัทและบริษัทย่อยตระหนักถึงการทบทวนนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคลเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะการเพิ่มมาตรการป้องกันเพื่อรองรับความเสี่ยงให้สอดคล้องตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป บริษัทและบริษัทย่อยมีพนักงานหลากหลายสัญชาติแต่ทุกคนอยู่ภายใต้กฎระเบียบของบริษัทจึงทำให้ไม่มีปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและวัฒนธรรม ไม่มีการจ้างแรงงานเด็ก จึงทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการและปฏิบัติอยู่บนพื้นฐานการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ อันประกอบด้วยการจ้างงานตามลักษณะประเภทงานที่สมควรสำหรับชายหญิงและผู้มีภาวะทุพพลภาพ รวมถึงการจ่ายค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรมตามหลักการวิเคราะห์คุณค่าของงานและอ้างอิงข้อมูลเทียบเคียงในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน มีการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพให้กับพนักงานดูแลด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อม อันนำไปสู่การพัฒนาความผูกพันธ์ที่ดีกับองค์กร

ในส่วนของด้านการจ้างงาน บริษัทและบริษัทย่อยให้ความสำคัญกับการบริหารงานภายใต้นโยบายการจ้างงานที่มีความเป็นธรรมและเหมาะสมกับสถานการณ์ บริษัทได้เปิดกว้างและให้โอกาสแก่บุคคลหลากหลายลักษณะทั้งเรื่องของเพศ ระดับการศึกษา ศาสนา เชื้อชาติ โดยไม่ถือเป็นข้อจำกัด ได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จขององค์กรเสมอ และบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องมือการประเมินผลงานที่มีความเป็นสากล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่พนักงานทุกระดับอย่างเหมาะสมและเท่าเทียม รวมถึงการปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด

2. การปกป้องสิทธิมนุษยชน

บริษัทและบริษัทย่อยมีนโยบายสนับสนุนและเคารพการปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยการปฏิบัติต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ชุมชน และสังคมรอบข้างด้วยความเคารพในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ คำนึงถึงความเสมอภาคและเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน ไม่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน และไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ภาษา สีผิว เพศ อายุ การศึกษา สภาวะทางร่างกาย หรือสถานะทางสังคม รวมถึงจัดให้มีการดูแลไม่ให้ธุรกิจของบริษัทเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น การใช้แรงงานเด็ก และการคุกคามทางเพศ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้มีการเฝ้าระวังการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิทธิมนุษยชน โดยจัดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและช่องทางในการร้องเรียนสำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิอันเกิดจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทและบริษัทย่อยและดำเนินการเยียวยาตามสมควร

ในวันที่ 15 มกราคม 2568 คณะทำงานกำกับดูแลกิจการและความรับผิดชอบต่อสังคม (หรือปัจจุบันคือ คณะทำงานบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน) ได้มีมติอนุมัติแต่งตั้งคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงาน (“คณะทำงาน HRLP”) รายงานขึ้นตรงต่อคณะทำงานบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน โดยหน้าที่หลักของคณะทำงานคือส่งเสริมและสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงานให้กับบุคลากร ประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงาน กำหนดแนวทางและขอบเขตในการจัดการผลกระทบ รวมถึงจัดให้มีมาตรการป้องกันและเยียวยา รวบรวมและจัดทำรายงานเรื่องการประเมินผลกระทบ ทั้งนี้ คณะทำงานมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป

บริษัทส่งเสริมการปฏิบัติงานและการกำกับดูแลกิจการอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้มาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ร้องเรียนสามารถสอบถามรายละเอียด แจ้งข้อร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแสการกระทำผิดทางกฎหมาย ความไม่ถูกต้องของ รายงานทางการเงิน ระบบควบคุมภายในที่บกพร่อง หรือการผิดจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัท ส่งเรื่องร้องเรียนได้ผ่าน 6 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ โทรศัพท์ อีเมล จดหมาย และด้วยตนเอง โดยหน่วยงานเลขานุการบริษัทเป็น ผู้รับผิดชอบในการรับความคิดเห็น ข้อร้องเรียนต่าง ๆ ขณะที่ตัวแทนฝ่ายบริหารและฝ่ายทรัพยากรมนุษย์รับผิดชอบในการรับข้อคิดเห็นและเรื่องราวร้องทุกข์จากพนักงาน ทั้งนี้บริษัทได้จัดทำวิธีปฏิบัติงานต่อข้อร้องเรียนของ ลูกค้า พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ อย่างชัดเจน เพื่อรักษาสิทธิรวมถึงคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ร้องเรียน โดยผู้ร้องเรียนดังกล่าวจะได้รับความคุ้มครองและเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวไว้เป็นความลับ ซึ่งเข้าถึงได้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง ในกรณีมีข้อร้องเรียนว่าอาจมีการกระทำความผิด บริษัทจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนจากส่วนงานที่ไม่มีส่วนได้เสียในเรื่องดังกล่าว เพื่อสอบสวนและดำเนินการตามข้อบังคับทางวินัยของบริษัทและรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการบริษัทต่อไป โดยบริษัทมีช่องทางรับข้อร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสการกระทำผิดผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

ช่องทางรับข้อร้องเรียนผ่านกล่องรับความคิดเห็น
สำหรับพนักงานที่ประจำอยู่ ณ สังกัดที่ตนเองรับผิดชอบ
ร้องเรียนด้วยตนเองที่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท
ที่อยู่ 323 หมู่ 2 ถ.พุทธรักษา ต.แพรกษาใหม่
อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10280
ทางโทรศัพท์ 0-2703-6471-6 หรือ โทรสาร 0-2703-7640
จัดทำเป็นหนังสือและส่งมาที่เลขานุการบริษัทโดยตรง หรือทางอีเมล : comsecretary@uniqueplastic.com
ร้องเรียนผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท www.uniqueplastic.com

3. การจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

บริษัทมีเป้าหมายสำคัญมุ่งสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัยให้กับพนักงานด้วยการส่งเสริมความปลอดภัยในระบบการปฎิบัติงานภายใต้มาตรฐานระบบสากล ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย โดยบริษัทตระหนักดีว่าความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พนักงานทุกคนพึงได้รับ อีกทั้งให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียอย่างจริงจัง บริษัทจึงได้กำหนดนโยบาย ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย รวมไปถึงการทบทวน ปรับปรุง การดำเนินงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยอย่างต่อเนื่อง และมีการทบทวนแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับการดำเนินงานปัจจุบันของบริษัทอยู่เสมอ ดังนี้

  • ป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัย เพื่อความปลอดภัยของพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียโดยรอบ
  • สนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อใช้ในการป้องกันและลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บและเจ็บป่วยที่เกิดจากการทำงานกับเครื่องจักรและสารเคมี
  • ส่งเสริมและสนับสนุนข้อมูลในการดูแลสุขภาพ เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของพนักงานทุกคน
  • มุ่งเน้นการปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัยให้แก่พนักงานทุกระดับ
  • มุ่งเน้นในการลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการทำงานของพนักงาน โดยควบคุมความเสี่ยงในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

4. การดำเนินงานอย่างเป็นธรรม

บริษัทและบริษัทย่อยดำเนินธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) ภายใต้หลักพื้นฐานทางจริยธรรม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งนำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาเป็นแนวทางเพื่อรักษาดุลยภาพของการดำเนินงานทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน โดยบริษัทและบริษัทย่อยจะสนับสนุนให้มีนวัตกรรม ทั้งในระดับกระบวนการทำงานในองค์กร และในระดับความร่วมมือระหว่างองค์กร ซึ่งหมายถึงการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีใหม่ ๆ และยังอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิด การผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่า เป้าหมายของนวัตกรรมคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก เพื่อทำให้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีและก่อผลิตผลที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมสูงสุด

5. ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

บริษัทและบริษัทย่อยจะปฏิบัติต่อลูกค้าด้วยความเข้าใจ รวมถึงรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าเพื่อแก้ไขปรับปรุงอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าและบริการของบริษัทและบริษัทในเครือเพื่อความพึงพอใจและประโยชน์สูงสุดของลูกค้าและยึดมั่นในการปฏิบัติต่อลูกค้าด้วยความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ และเอาใจใส่ลูกค้า ดังนี้

  • บริษัทคำนึงถึงคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า โดยบริษัทมุ่งเน้นคัดเลือกสินค้าที่มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานสากล รวมถึงพัฒนาระบบการบริหารการบริการ เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้สินค้าและได้รับบริการที่มีคุณภาพ และได้รับความพึงพอใจสูงสุด
  • บริษัทมีโครงการที่จะสรรหาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้สินค้าที่หลากหลาย มีคุณภาพและมาตรฐาน และตรงความต้องการ บริษัทยึดมั่นในการตลาดที่เป็นธรรม โดยมีนโยบายในการดำเนินการให้ลูกค้าได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการของบริษัทที่ถูกต้องไม่บิดเบือน คลุมเครือ หรือโฆษณาเกินจริง เพื่อให้ลูกค้ามีข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอในการตัดสินใจ
  • บริษัทคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้า และมุ่งมั่นที่จะให้ลูกค้าได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยตามมาตรฐานและกฎระเบียบ ข้อบังคับด้านความปลอดภัยในระดับสากล และตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงออกแบบ สร้างสรรค์ และพัฒนาสินค้าและบริการอยู่เสมอ เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจในคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าและบริการของบริษัท
  • บริษัทจัดให้มีระบบลูกค้าสัมพันธ์เพื่อใช้ในการสื่อสารติดต่อกับลูกค้า รวมถึงการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าและบริการอย่างมี ประสิทธิภาพ ผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
  • บริษัทจะรักษาข้อมูลของลูกค้าไว้เป็นความลับและจะไม่ใช้ข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในทางมิชอบ

6. การมีส่วนร่วมและการพัฒนาชุมชน

บริษัทและบริษัทย่อยตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและตอบแทนคืนสู่สังคมอย่างแท้จริง โดยสนับสนุนกิจกรรมช่วยเหลือสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ส่งเสริมการดำเนินงานด้านจิตอาสาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง และปลูกจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมให้กับพนักงานทุกระดับ โดยจะปฏิบัติต่อชุมชนและสังคมด้วยความจริงใจ เสริมสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับบริบทชุมชนในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนทั้งด้านการศึกษา วัฒนธรรมชุมชน และสุขภาพที่ดีภายในชุมชน สร้างชุมชนและสังคมโดยรอบให้ปลอดภัยและน่าอยู่ ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง สร้างความเข้าใจและรับฟังปัญหา พร้อมให้ความร่วมมือ

2. ผลการดำเนินงานด้านสังคม

1. การส่งเสริมการศึกษาและการพัฒนาเยาวชน (Education and Youth Development)

บริษัทตระหนักถึงบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ของเยาวชนในชุมชนใกล้เคียง ผ่านความร่วมมือกับสถานศึกษาในพื้นที่ อาทิ โรงเรียนเฉลิมมณีฉายวิทยาคาร โครงการสำคัญในปี 2568 มีดังต่อไปนี้

1.1 โครงการสนับสนุนเงินค่าจ้าง ครูอัตราจ้าง โรงเรียนเฉลิมมณีฉายวิทยาคาร

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) สนับสนุนเงินค่าจ้างครูอัตราจ้าง โรงเรียนเฉลิมมณีฉายวิทยาคาร ยอดเงินสนับสนุน 62,700 บาท โดยคุณอารีรัตน์ อุลิตสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานผลิตภัณฑ์ และคุณมนรดา แย้มศรี ผู้จัดการแผนกบริหารระบบคุณภาพ เป็นตัวแทนยูนิคฯ ในการมอบเงินสนับสนุนและทั้ง 2 ท่านเป็นผู้ถ่ายทอดเจตนารมณ์ขององค์กรให้บุคคลากรทางการศึกษา โดยมีความมุ่งมั่นพัฒนาและสร้างโอกาสด้านการศึกษา ของนักเรียนโรงเรียนแห่งนี้ องค์กรมีปณิธานอย่างแรงกล้าต่อการสนับสนุนและส่งเสริมด้านการศึกษา และเชื่อว่าการส่งเสริมที่ดีต้องเริ่มที่สารตั้งต้นนั้นก็คือ “ครู”

1.2 กิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมวันเด็กโรงเรียนเฉลิมมณีฉายวิทยาคาร

ในวันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกิจกรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2568 โดยคุณวรบุตร เลิศอิทธิพร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงินและกลุ่มอาสาสมัคร UPI โดยในกิจกรรมมีการแสดงความสามารถของเด็กๆทุกชั้นปี ซุ้มอาหารโดยผู้ปกครองของเด็กๆ และการจับฉลากของขวัญ ซึ่งกิจกรรมนี้ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์เชิงบวกและความสัมพันธ์อันดีระหว่างบริษัทกับสถานศึกษาให้กับเด็กทุกคน

1.3 โครงการ Safety Kids Camp

ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ส่วนงานสื่อสารองค์กรร่วมกับส่วนงานความปลอดภัยของบริษัทได้จัดกิจกรรม Safety Kids Camp ร่วมกับโรงเรียนเฉลิมมณีฉายวิทยาคาร เพื่อให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความปลอดภัยทั้งหมด 4 ฐาน ให้กับนักเรียนได้แก่

  1. พลัดหลงต้องทำอย่างไร
  2. ระวังคนแปลกหน้า
  3. ติดอยู่ในรถต้องเอาตัวรอดยังไง
  4. ฝึกดับเพลิงขั้นต้น

กิจกรรมนี้นอกจากมอบความสนุกสนานให้กับนักเรียนแล้ว ยังได้ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง

2. การมีส่วนร่วมและการพัฒนาชุมชนโดยรอบ (Community Engagement and Development)

บริษัทดำเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาชุมชนในรัศมีรอบสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบายการจัดการผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน การรับฟังความคิดเห็น และการตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่อย่างเหมาะสม

2.1 โครงการส่งเสริมความปลอดภัยชุมชนพนาสนธิ์

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2568 บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการส่งเสริมความปลอดภัยในชุมชน โดยการซ่อมแซมฝาท่อระบายน้ำให้กับ ชุมชนพนาสนธิ์ (แพรกษา) เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในชุมชน โดยโครงการสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกชุมชน

2.2 กิจกรรมยูนิคร่วมพลังชุมชน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับชุมชนตลอดช่วง เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2568 เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและเสริมสร้างความตระหนักด้านการดูแลทรัพยากรและพื้นที่อยู่อาศัยของชุมชน โครงการนี้เป็นความร่วมมือกับ 5 ชุมชน ได้แก่

  • ชุมชนพนาสนธิ์ - 26 ตุลาคม
  • ชุมชนกล่อมพิรุณ - 23 พฤศจิกายน
  • ชุมชนนาคพิรุณ - 30 พฤศจิกายน
  • ชุมชนเพชรงาม - 14 ธันวาคม
  • ชุมชนจิรภา 2 - 14 ธันวาคม

โดยกิจกรรมประกอบด้วย

  1. ให้ความรู้การคัดแยกขยะภายในชุมชนและการแยกขยะอย่างถูกวิธี
  2. มอบถุงขยะไบโอพลาสติกเพื่อนำไปใช้ในพื้นที่
  3. ร่วมกันทำความสะอาดชุมชนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่

โครงการนี้สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างองค์กรและชุมชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคม

การดำเนินโครงการดังกล่าวช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบริษัทกับชุมชนโดยรอบ

3. ความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Stakeholder and Value Chain Engagement)

บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างเป็นระบบ ทั้งพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า ชุมชน และหน่วยงานภายนอก โดยมีการระบุผู้มีส่วนได้เสีย วิเคราะห์ความคาดหวัง และกำหนดแนวทางการตอบสนองอย่างเหมาะสมตามบทบาทในห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ

การรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียดำเนินการผ่านหลายช่องทาง อาทิ การสำรวจความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement Survey) การประเมินความพึงพอใจของลูกค้า รวมถึงการติดตามข้อร้องเรียนของประชาชนต่อ บริษัท และการมีส่วนร่วมกับชุมชนผ่านกิจกรรม CSR และกิจกรรมจิตอาสา ข้อมูลที่ได้รับถูกนำมาประกอบการพัฒนานโยบาย แผนงาน และการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

1. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในองค์กร

1.1 พนักงาน

การสำรวจความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement Survey)

แบ่งเป็น 6 หมวด

1. EE Employee Engagement (Overall Perception) ความผูกพันธ์ระหว่างพนักงานกับบริษัท

2. WK Work Itself & Processes กระบวนการทำงาน

3. FE Job Facilities & Environment (Physical) สิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อม

4. CD Career Opportunities & Development โอกาสการก้าวหน้าและการพัฒนา

5. SM Supervisory & Management Style การให้คำแนะนำการบริหารจัดการ

6. PC Peers & Mutual Job Contribution เพื่อนร่วมงานและการมีผลงานร่วมกัน

จากการเปรียบเทียบผลการประเมินความผูกพันและสภาพแวดล้อมในการทำงานของพนักงานรวม 6 หมวด ในช่วงปี พ.ศ. 2565 - 2568 พบว่า ผลคะแนนโดยรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกหมวด สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาด้านการบริหารงานและการดูแลพนักงานขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

01
Employee Engagement (EE)
คะแนนความผูกพันของพนักงานมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน จากระดับประมาณ 64.44 คะแนน ในปี 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 79.13 คะแนนในปี 2566 และเพิ่มเป็น 83.25 คะแนนในปี 2568 แสดงให้เห็นว่าพนักงานมีทัศนคติและความรู้สึกเชิงบวกต่อองค์กรมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
02
Work Itself & Processes (WK)
หมวดกระบวนการทำงานและลักษณะงาน มีคะแนนเพิ่มจาก 64.52 คะแนน (ปี 2565) เป็น 81.91 คะแนน (ปี 2566) และ 84.65 คะแนน (ปี 2568) สะท้อนถึงการปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน รวมถึงความชัดเจนและประสิทธิภาพของกระบวนการที่ดีขึ้น
03
Job Facilities & Environment (FE)
ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีแนวโน้มดีขึ้นเช่นเดียวกัน โดยคะแนนเพิ่มจาก 65.88 คะแนนในปี 2565 เป็น 80.91 คะแนนในปี 2566 และ 83.82 คะแนนในปี 2568 แสดงถึงการพัฒนาในด้านสถานที่ทำงาน เครื่องมือ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน
04
Career Opportunities & Development (CD)
คะแนนด้านโอกาสความก้าวหน้าและการพัฒนามีการเติบโตจาก 63.74 คะแนน (ปี 2565)เป็น 77.74 คะแนน (ปี 2566) และเพิ่มเป็น 81.89 คะแนน (ปี 2568) ซึ่งสะท้อนว่าพนักงานรับรู้ถึงโอกาสในการพัฒนาและเติบโตในสายอาชีพมากขึ้น
05
Supervisory & Management Style (SM)
หมวดรูปแบบการบริหารและการกำกับดูแล มีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 65.45 คะแนนในปี 2565 เป็น 78.21 คะแนนในปี 2566 และ 80.91 คะแนนในปี 2568 บ่งชี้ถึงการปรับปรุงรูปแบบการบริหารและภาวะผู้นำให้เหมาะสมกับความคาดหวังของพนักงาน
06
Peers & Mutual Job Contribution (PC)
ด้านความร่วมมือและการทำงานเป็นทีม มีคะแนนเพิ่มจาก 63.91 คะแนน (ปี 2565) เป็น 79.09 คะแนน (ปี 2566) และ 81.55 คะแนน (ปี 2568) แสดงถึงความสัมพันธ์ในการทำงานและการสนับสนุนซึ่งกันและกันที่ดีขึ้นภายในองค์กร
สรุปภาพรวมคะแนนรวม

จากกราฟสรุปคะแนนรวม พบว่าคะแนนโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 64.63 คะแนนในปี 2565 เป็น 79.13 คะแนนในปี 2566 และเพิ่มขึ้นอีกเป็น 82.68 คะแนนในปี 2568 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าองค์กรมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการสร้างความผูกพัน ความพึงพอใจ และสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีให้แก่พนักงาน

2. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกองค์กร

2.1 ลูกค้า

กระบวนการประเมินความพึงพอใจและผลการดำเนินงาน ปี 2568

บริษัทให้ความสำคัญกับลูกค้าในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกที่มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยบริษัทมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็น ความคาดหวัง และข้อเสนอแนะอย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพสินค้า การให้บริการ และกระบวนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการและขั้นตอนการประเมินความพึงพอใจของลูกค้า

ในปี 2568 บริษัทดำเนินการประเมินความพึงพอใจของลูกค้าเป็นประจำตามกระบวนการที่กำหนดไว้ภายใต้ระบบบริหารคุณภาพ โดยครอบคลุมลูกค้าทั้งกลุ่มธุรกิจแบบ B2B และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer) การคัดเลือกลูกค้าที่เข้าร่วมการประเมินอ้างอิงจากรายชื่อลูกค้าที่มีสัดส่วนยอดขายรวมประมาณร้อยละ 80 ของแต่ละกลุ่มสินค้า รวมถึงลูกค้ารายสำคัญ (Top Customers) เพื่อให้ผลการประเมินสามารถสะท้อนมุมมองของลูกค้าได้อย่างเหมาะสมและมีนัยสำคัญต่อการบริหารจัดการ

แบบสอบถามที่ใช้ในการประเมินได้มีการปรับปรุงคำถามให้มีความชัดเจนและเหมาะสมมากยิ่งขึ้นจากปีที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถสะท้อนความคิดเห็น ประสบการณ์ และประเด็นที่ลูกค้าให้ความสำคัญได้อย่างครบถ้วน โดยหัวข้อการประเมินครอบคลุมมิติหลัก ได้แก่

  • คุณภาพสินค้า (Quality)
  • การส่งมอบสินค้า (Delivery)
  • การให้บริการและการสื่อสาร (Service)
  • ราคาและความสามารถในการแข่งขัน (Price)

นอกจากนี้ บริษัทเปิดโอกาสให้ลูกค้าแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม (Voice of Customer) เพื่อสะท้อนความคิดเห็น ความต้องการ และข้อเสนอแนะที่เพิ่มเติมจากการประเมินคะแนนเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว

ผลการประเมินความพึงพอใจของลูกค้า ปี 2568

ผลการประเมินความพึงพอใจของลูกค้าในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทสามารถรักษาระดับความพึงพอใจของลูกค้าในภาพรวมไว้ในระดับที่ดี โดยผลคะแนนความพึงพอใจโดยรวมของกลุ่มลูกค้า Consumer อยู่ที่ร้อยละ 91.99 อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า พบว่าคะแนนในบางมิติที่ยังมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงเพิ่มเติม ซึ่งบริษัทนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการทบทวนการดำเนินงานและการพัฒนากระบวนการที่เกี่ยวข้องในภาพรวม ลูกค้าให้คะแนนด้านคุณภาพสินค้า การส่งมอบสินค้า และการให้บริการอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน ข้อเสนอแนะจากลูกค้ายังสะท้อนถึงประเด็นที่ควรได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติม อาทิ ระยะเวลาการผลิตและการส่งมอบสินค้า (Lead Time) ความรวดเร็วในการตอบกลับข้อมูลและข้อร้องเรียน การจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประเด็นด้านราคาที่มีการแข่งขันสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

สำหรับกลุ่มลูกค้าเชิงธุรกิจและลูกค้าอุตสาหกรรม (B2B) ผลคะแนนอยู่ที่ร้อยละ 84.87 ประเด็นที่ได้รับการสะท้อนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของสินค้า การดำเนินการแก้ไขและป้องกันปัญหา (Corrective and Preventive Action: CAPA) รวมถึงความรวดเร็วในการประสานงานและการตอบกลับข้อมูล ในขณะเดียวกัน ลูกค้าบางรายแสดงความพึงพอใจต่อการปรับปรุงด้านการส่งมอบและการให้ความร่วมมือของบริษัทในกรณีเร่งด่วน

ประเด็นที่ได้รับจากลูกค้ายังถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาประเด็นสำคัญขององค์กรและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

การนำผลการประเมินไปใช้และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

บริษัทนำผลการประเมินความพึงพอใจและข้อเสนอแนะจากลูกค้ามาวิเคราะห์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพสินค้า การให้บริการ และประสิทธิภาพของกระบวนการดำเนินงาน โดยประเด็นที่มีความสำคัญจะถูกบูรณาการเข้าสู่แผนการปรับปรุงและการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของการรับฟังความคิดเห็น การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และการตอบสนองต่อความคาดหวังของลูกค้า เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจและการเติบโตขององค์กรในระยะยาว


2.2 ชุมชน

บริษัทได้ดำเนินการติดตามและทบทวนข้อร้องเรียนที่อาจมีต่อองค์กรอย่างต่อเนื่องและเป็นประจำทุกปี โดยครอบคลุมประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบสถานประกอบการ เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาวิเคราะห์ ปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน และกำหนดมาตรการป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำในอนาคต จากการติดตามล่าสุด องค์การบริหารส่วนตำบลแพรกษาใหม่ได้แจ้งยืนยันว่า ไม่พบข้อร้องเรียนจากชุมชนโดยรอบโรงงาน แต่อย่างใด ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพของมาตรการบริหารจัดการผลกระทบและการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่องของบริษัท


2.3 คู่ค้า

กระบวนการประเมินและผลการดำเนินงาน ปี 2568

บริษัทให้ความสำคัญกับคู่ค้าในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกที่มีบทบาทสำคัญต่อความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน คุณภาพสินค้า และประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและการทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และยั่งยืน ควบคู่กับการกำหนดกระบวนการคัดเลือกและประเมินคู่ค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาใช้ในการควบคุมคุณภาพสินค้า การบริหารจัดการความเสี่ยง และการพัฒนาการดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการและขั้นตอนการประเมินคู่ค้า

ในปี 2568 บริษัทดำเนินการคัดเลือกและประเมินคู่ค้าภายใต้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน โดยครอบคลุมคู่ค้าที่อยู่ในรายชื่อผู้ขายที่ผ่านการรับรอง (Approved Vendor List: AVL) ซึ่งเป็นคู่ค้าที่มีการส่งมอบสินค้าและบริการให้กับบริษัทโดยตรง การประเมินดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดปี และมีการรวบรวมและรายงานผลการประเมินปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้สามารถติดตามผลการดำเนินงานของคู่ค้าได้อย่างสม่ำเสมอ

เกณฑ์การประเมินครอบคลุมมิติหลัก ได้แก่ คุณภาพสินค้าและบริการ ความตรงต่อเวลาของการส่งมอบ การให้บริการและการติดต่อสื่อสาร การปฏิบัติตามข้อกำหนดของบริษัท ตลอดจนมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ผลการประเมินจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อจัดกลุ่มคู่ค้าตามระดับความเสี่ยง และใช้ประกอบการกำหนดแนวทางการปรับปรุงหรือพัฒนาการดำเนินงานร่วมกันในกรณีที่พบข้อบกพร่อง

นอกจากนี้ บริษัทมีการทวนสอบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ณ สถานประกอบการของผู้ผลิต รวมถึงส่งเสริมแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ผลการประเมินคู่ค้า ปี 2568

ผลการประเมินคู่ค้าในปี 2568 แสดงให้เห็นว่าคู่ค้าของบริษัทสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานที่บริษัทกำหนดไว้ได้ในภาพรวม โดยบริษัทดำเนินการประเมินคู่ค้าเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลัง ครอบคลุมคู่ค้าในหมวดวัตถุดิบ วัสดุสำหรับการผลิต แม่พิมพ์ หมึกพิมพ์และน้ำมันผสม รวมถึงงานบริการต่าง ๆ

ในช่วงครึ่งปีแรก (1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2568) บริษัทมีการประเมินคู่ค้าจำนวน 80 ราย และคู่ค้าทั้งหมดผ่านเกณฑ์การประเมิน ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลัง (1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2568) บริษัทมีการประเมินคู่ค้าจำนวน 81 ราย โดยคู่ค้าทั้งหมดผ่านเกณฑ์การประเมินเช่นเดียวกัน

ผลการประเมินดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถของคู่ค้าในการส่งมอบสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านคุณภาพ การส่งมอบ และการให้บริการของบริษัท ทั้งนี้ บริษัทมีการจัดเก็บรายงานผลการประเมินอย่างเป็นระบบ และสื่อสารผลการประเมินให้คู่ค้าทราบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาการดำเนินงานร่วมกันในอนาคต

การนำผลการประเมินไปใช้และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

บริษัทนำผลการประเมินคู่ค้ามาวิเคราะห์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน การควบคุมคุณภาพ และการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับคู่ค้าในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนส่งเสริมแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างรับผิดชอบ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจและการเติบโต อย่างยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว

4. การดูแลสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาทรัพยากรบุคคล (Human Rights and Human Capital Management)

บริษัทให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรมตลอดกระบวนการดำเนินธุรกิจ โดยกำหนดนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงานเป็นแนวปฏิบัติหลักสำหรับพนักงานทุกระดับ รวมถึงคู่ค้าและผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท นโยบายดังกล่าวครอบคลุมการไม่เลือกปฏิบัติ การคุ้มครองแรงงาน การต่อต้านแรงงานบังคับและแรงงานเด็ก การส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ในด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล บริษัทมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานผ่านโครงการ “Happy Workplace Program” ซึ่งครอบคลุมการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย เช่น การปรับปรุงโรงอาหารให้ได้มาตรฐานสุขาภิบาล การติดตั้งระบบดูดควันในพื้นที่ปรุงอาหาร การเพิ่มอุปกรณ์จัดเก็บอาหารสด การปรับปรุงพื้นที่สำนักงานและอาคารสาธารณูปโภคภายในโรงงาน รวมถึงการซ่อมแซมและปรับปรุงพื้นที่การทำงานเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพและความปลอดภัยของพนักงาน

นอกจากนี้ บริษัทได้จัดให้มีกลไกรับข้อร้องเรียนและแจ้งเบาะแส (Whistleblowing Mechanism) เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานและผู้มีส่วนได้เสียสามารถแจ้งประเด็นด้านจริยธรรม สิทธิมนุษยชน และการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมได้อย่างปลอดภัยและเป็นความลับ

การบริหารจัดการด้านการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร

บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของบุคลากรในทุกระดับ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมีการบริหารจัดการด้านการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ ผ่านกรอบแนวคิด “SKILL MATRIX” ร่วมกับการบริหารจัดการข้อมูลและการวางแผนบนพื้นฐาน “HRD Blueprint” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร

แนวทางการฝึกอบรมของบริษัทถูกแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่

1. การฝึกอบรมตามที่กฎหมายกำหนด

บริษัทดำเนินการฝึกอบรมตามมาตรฐานและข้อกำหนดของกฎหมายแรงงานและความปลอดภัยอย่างครบถ้วน อาทิ การฝึกอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นการฝึกอบรมดับเพลิงขั้นต้น การอบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับหัวหน้างานและระดับบริหาร การอบรมคณะกรรมการความปลอดภัย การทำงานบนที่สูง และการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า ซึ่งล้วนเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้ พนักงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

2. การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะด้านหน้างาน

บริษัทมีการวางแผนและทบทวนหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับการปฏิบัติงานในแต่ละระดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานทุกคนมีความเข้าใจในขั้นตอนการทำงานอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับมาตรฐานการปฏิบัติงานขององค์กร

3. การพัฒนาทักษะด้านอารมณ์และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะทางด้านจิตใจและ การบริหารตนเอง (Mindset) เพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นำในทุกระดับ โดยในปี พ.ศ. 2568 บริษัทได้จัดอบรมหลักสูตร StrengthsFinder สำหรับผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัท ไมนด์สปริง กรุ๊ป จำกัด ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี และมีแผนจะขยายผลการอบรมสู่ผู้บริหารระดับกลางเพิ่มเติมในปีถัดไป เพื่อสร้างมาตรฐานกลางด้านการพัฒนาภาวะผู้นำขององค์กรอย่างยั่งยืน

4. การพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ

บริษัทจัดอบรมในหัวข้อสำคัญที่สอดคล้องกับการบริหารงานสมัยใหม่ อาทิ Director Accreditation Program (DAP) ESG in the Boardroom: A Practical Guide for Board (ESG) Modern Marketing รวมถึงหลักสูตรด้านระบบมาตรฐานสากล เช่น ISO 9001, ISO 14001, ISO 45001, ISO 50001, Food Safety System Certification 22000 (FSSC 22000), GMP & HACCP, และ SMETA 4-Pillar เพื่อยกระดับการบริหารจัดการและคุณภาพการดำเนินงานขององค์กรให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

5. การพัฒนาทักษะด้านภาษาและคอมพิวเตอร์

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารและทักษะด้านเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล จึงมีการส่งเสริมให้พนักงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้พัฒนาทักษะด้านภาษาอย่างต่อเนื่องสำหรับ พนักงานชาวต่างชาติ บริษัทจัดการอบรมภาษาไทยเพื่อส่งเสริมการสื่อสารและการทำงานร่วมกับทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับ พนักงานชาวไทย มีการจัดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ พร้อมกำหนดระดับความสามารถทางภาษาในแต่ละตำแหน่ง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองและเป็นเส้นทางการเติบโตในสายอาชีพ ในด้านทักษะคอมพิวเตอร์ บริษัทได้วางรากฐานการอบรมการใช้งานโปรแกรม Microsoft Excel ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 – 2568 และมีแผนจัดสอบวัดระดับความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ในปี พ.ศ. 2569 รวมถึงจะขยายการอบรมเพิ่มเติมในด้าน Microsoft Word และ Microsoft PowerPoint ในปี พ.ศ. 2570 เพื่อพัฒนาพนักงานให้สามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ในปี 2568 ทางเราได้มีการดำเนินการจัดการอบรมให้กับพนักงานในแต่ละกลุ่มตามจำนวนดังต่อไปนี้

114 รายการอบรม โดยเราได้กระจายการอบรมไปยังพนักงานทุกระดับ โดยเปรียบเทียบจำนวนหลักสูตรต่อ เปอร์เซ็นการอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร ดังนี้
ปีงบประมาณ 2025 2024 หน่วย
จำนวนหลักสูตร 114 116 หลักสูตร
ผู้จัดการ 100% 100% เปอร์เซ็นต์ ต่อ จำนวนทั้งหมด
หัวหน้า วิศวกร 94% 90% เปอร์เซ็นต์ ต่อ จำนวนทั้งหมด
เจ้าหน้าที่ 52% 61% เปอร์เซ็นต์ ต่อ จำนวนทั้งหมด
พนักงาน ช่าง 64% 67% เปอร์เซ็นต์ ต่อ จำนวนทั้งหมด

จากข้อมูลพบว่า จำนวนหลักสูตรการอบรมในปี 2568 มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งนี้เนื่องจากปี 2567 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงภายหลังการฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเว้นระยะการอบรมไปประมาณ 2 ปี ส่งผลให้ปี 2567 มีการจัดอบรมจำนวนมากเพื่อประเมินและยกระดับความสามารถของพนักงาน อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงดำเนินการพัฒนา ความรู้และทักษะของพนักงานในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง

บริษัทยังคงมุ่งมั่นดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพบุคลากรทุกระดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง
“คนคุณภาพ สู่องค์กรคุณภาพ”
และก้าวสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนในอนาคต

สุขภาพและความปลอดภัย

บริษัทให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานของพนักงาน ผู้รับเหมา และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในฐานะประเด็นสำคัญของการบริหารจัดการความยั่งยืนในมิติด้านสังคม โดยบริษัทมุ่งเน้นการป้องกันอุบัติเหตุ การเจ็บป่วยจากการทำงาน และการลดความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัย ผ่านการกำหนดนโยบาย มาตรการ และกระบวนการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตลอดกระบวนการดำเนินงาน

ระบบการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

บริษัทดำเนินการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยภายใต้กรอบการทำงานที่สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องและมาตรฐานสากล โดยมีการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของผู้บริหาร คณะกรรมการความปลอดภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานด้านความปลอดภัยเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสามารถตรวจสอบได้

บริษัทให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและการควบคุมอันตรายตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบงาน การปรับปรุงเครื่องจักร กระบวนการผลิต และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยมีการนำแนวคิดการออกแบบงานเพื่อความปลอดภัย (Safety by Design) และการจัดลำดับมาตรการควบคุมความเสี่ยงมาใช้ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดโอกาสการเกิดอันตรายต่อพนักงาน

ผลการดำเนินงานด้านสุขภาพและความปลอดภัย ปี 2568

ในปี 2568 บริษัทมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยที่สำคัญ อาทิ อัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน อัตราการบาดเจ็บที่ต้องหยุดงาน และตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยอื่น ๆ เพื่อใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของมาตรการป้องกันและควบคุมความเสี่ยง

ผลการติดตามดังกล่าวถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัย การกำหนดเป้าหมาย และแผนงานในระยะถัดไป รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน การฝึกอบรม และการสื่อสารด้านความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การป้องกันและควบคุมความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัย

บริษัทดำเนินมาตรการด้านอาชีวอนามัยอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในประเด็นความเสี่ยงจากปัจจัยทางกายภาพ เช่น เสียงดัง โดยมีการกำหนดมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน การเฝ้าระวังระดับเสียง การตรวจสุขภาพพนักงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) ที่เหมาะสม รวมถึงการให้ความรู้และการฝึกอบรมแก่พนักงาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

การสื่อสาร การมีส่วนร่วม และการให้คำปรึกษา

บริษัทส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ผ่านการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ การประชุมด้านความปลอดภัย การอบรม และกิจกรรมรณรงค์ต่าง ๆ รวมถึงการเปิดช่องทางให้พนักงานสามารถให้ข้อเสนอแนะ แจ้งเหตุไม่ปลอดภัย และรายงานอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ (Near Miss) ได้อย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงาน

ตารางสรุปตัวชี้วัดด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (2023 - 2025)
ปี ชั่วโมงการทำงาน
(ชั่วโมง)
IFR
(Injury Frequency Rate)
ISR
(Injury Severity Rate)
LTI
(Lost Time Injury Rate)
ASI
(Average Severity Index)
2023 1,334,725.77 7.49 78.67 4.49 10
2024 1,880,192.73 2.13 0.00 0.00 0
2025 1,854,891.51 4.31 28.03 2.69 7
IFR, ISR and ASI Trends (2023-2025)

กราฟแสดงแนวโน้มตัวชี้วัดด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในช่วงปี 2566–2568 เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานด้านการป้องกันอุบัติเหตุและการลดความรุนแรงจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2568 บริษัทมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีชั่วโมงการทำงานรวมทั้งสิ้น 1,854,891.51 ชั่วโมง ผลการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นว่า อัตราความถี่ของการประสบอันตรายจากการทำงาน (IFR) อยู่ที่ 4.31 และอัตราความรุนแรงของการประสบอันตราย (ISR) อยู่ที่ 28.03 ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปี 2566 อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับอัตราการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (LTI) ในปี 2568 อยู่ที่ 2.69 และค่าความรุนแรงของการบาดเจ็บโดยเฉลี่ย (ASI) อยู่ที่ 7 สะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการด้านความปลอดภัย การควบคุมความเสี่ยง และการสื่อสารด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่บริษัทดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทได้นำผลการดำเนินงานดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อทบทวนมาตรการและแผนงานด้านความปลอดภัยในระยะถัดไป

โอกาสและความเท่าเทียมทางเพศ (Equal Opportunity and Gender Equality)

บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมและการปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็นธรรม โดยยึดหลักความเสมอภาค ความหลากหลาย และการไม่เลือกปฏิบัติเป็นแนวทางสำคัญในการบริหารทรัพยากรบุคคลตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงานของบริษัท และหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งมุ่งส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเพศ อายุ หรือสถานะส่วนบุคคลอื่นใด

โครงสร้างพนักงานและความหลากหลายทางเพศ

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทและบริษัทย่อยมีพนักงานรวมทั้งสิ้น 985 คน (ไม่รวมผู้บริหาร) โดยมีโครงสร้างพนักงานที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางเพศอย่างเหมาะสม พนักงานเพศหญิงมีบทบาทสำคัญในหลายสายงาน โดยเฉพาะสายงานสนับสนุน สายงานด้านการเงินและบัญชี ทรัพยากรบุคคล คุณภาพ และสายงานธุรกิจ ขณะที่พนักงานเพศชายมีสัดส่วนมากในสายงานการผลิต เทคโนโลยี และงานปฏิบัติการ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของอุตสาหกรรมการผลิต

โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานทั้งหญิงและชายสามารถเข้าทำงานและปฏิบัติงานในสายงานที่หลากหลายตามความเหมาะสมของลักษณะงานและศักยภาพของบุคลากร โดยไม่มีการกำหนดข้อจำกัดด้านเพศในการเข้าถึงโอกาสการทำงาน

ลำดับ สายงาน จำนวนพนักงาน UNIX (คน)
ปี 2566 ปี 2567 ปี 2568
ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง
จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ
1 สายงานผลิต 207 31.51 162 24.66 211 30.23 158 22.64 211 30.54 151 21.85
2 สายงานซัพพลายเชน 75 11.42 35 5.33 80 11.46 45 6.45 81 11.72 43 6.22
3 สายงานผลิตภัณฑ์ 6 0.91 63 9.59 4 0.57 64 9.17 3 0.43 67 9.7
4 สายงานเทคโนโลยี 33 5.02 4 0.61 39 5.59 3 0.43 35 5.07 3 0.43
5 สายงานการเงินและบัญชี 3 0.46 16 2.44 5 0.72 22 3.15 12 1.74 15 2.17
6 สายงานธุรกิจ 7 1.07 8 1.22 7 1 12 1.72 7 1.01 13 1.88
7 ฝ่ายทรัพยากรบุคคล 10 1.52 20 3.04 10 1.42 16 2.29 7 1.01 15 2.17
8 ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคล - - - - 2 0.29 8 1.15 2 0.29 8 1.16
9 ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ 4 0.61 - - 7 1 - - 7 1.01 - -
10 อื่น ๆ 3 0.46 1 0.15 2 0.29 3 0.43 4 0.58 7 1.01
รวม 657 698 691
ฝ่าย จำนวนพนักงาน UNIX (คน)
ปี 2566 ปี 2567 ปี 2568
ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง
จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ
ฝ่ายผลิต 67 29.78 106 24.66 211 30.23 158 22.64 211 30.54 151 21.85
ฝ่ายรับประกันคุณภาพ - - 21 9.33 - - 24 9.6 - - 17 6.59
ฝ่ายโลจิสติกส์และวางแผน 10 4.44 1 0.44 15 6 2 0.8 18 6.98 8 3.1
ฝ่ายซ่อมบำรุง 10 4.44 - - 16 6.4 - - 19 7.36 - -
ฝ่ายบุคคล 2 0.89 6 2.67 3 1.2 6 2.4 1 0.39 10 3.88
ฝ่ายบัญชี - - 1 0.44 - - - - - - - -
ฝ่ายจัดซื้อ - - 1 0.44 - - 1 0.4 - - 1 0.39
อื่น ๆ - - - - - - - - - - - -
รวม 225 250 258
การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตำแหน่งบริหารและหัวหน้างาน

บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพและความก้าวหน้าในสายอาชีพของพนักงานอย่างเท่าเทียม โดยเปิดโอกาสให้พนักงานหญิงสามารถเติบโตสู่ตำแหน่งหัวหน้างานและผู้บริหารตามความสามารถและประสบการณ์ จากข้อมูลโครงสร้างพนักงานในปี 2568 พบว่าพนักงานหญิงมีสัดส่วนในกลุ่มหัวหน้างานและผู้จัดการในหลายหน่วยงาน ทั้งในบริษัทและบริษัทย่อย สะท้อนถึงแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลที่พิจารณาความเหมาะสมจากศักยภาพและผลการปฏิบัติงานเป็นหลัก มากกว่าปัจจัยด้านเพศ

นอกจากนี้ บริษัทติดตามข้อมูลสัดส่วนพนักงานและผู้บริหารหญิงเพื่อใช้ประกอบการกำหนดแนวทางพัฒนาทรัพยากรบุคคลในอนาคต แนวทางดังกล่าวช่วยส่งเสริมความหลากหลายทางมุมมองในการตัดสินใจ การบริหารทีมงาน และการพัฒนาองค์กรในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

ยูนิคฯ เคารพความหลากหลาย และสนับสนุนทุกตัวตนในฐานะตัวแทนผู้บริหารของ บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ผมรู้สึกภูมิใจที่เราได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งเสริม สิทธิ เสรีภาพและความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ยูนีคฯ เชื่อในคุณค่าของความเท่าเทียม ความเข้าใจ และการให้เกียรติ ซึ่ง สอดคล้องกับหนึ่งในค่านิยมหลักของเรา คือ "Respect" เราสร้าง สภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย เป็นมิตร และเปิดกว้าง เพื่อให้ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเอง และแสดง ศักยภาพได้อย่าง เต็มที่ โดยไม่มีข้อจำกัดหรือการเลือกปฏิบัติ ขอบคุณทุกคนที่ร่วมกัน ขับเคลื่อนสังคม ให้เติบโต ด้วยความเข้าใจ การยอมรับ และการเคารพในความแตก ต่าง และขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่ กล้าหาญในการ "เป็นตัวของตัวเอง" อย่างภาคภูมิใจ
นายโสฬส  ยอดมงคล
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) 
ความเสมอภาคด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ

บริษัทกำหนดระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการบนพื้นฐานของความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความเหมาะสมกับลักษณะงาน โดยไม่แบ่งแยกตามเพศ พนักงานหญิงและชายได้รับโอกาสในการเข้าถึงค่าตอบแทน เงินเดือน โบนัส ค่าล่วงเวลา และสวัสดิการในโครงสร้างเดียวกัน รวมถึงสิทธิในการเข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวให้แก่พนักงานอย่างเท่าเทียม

การไม่เลือกปฏิบัติและกลไกคุ้มครองสิทธิ

บริษัทมีนโยบายชัดเจนในการไม่เลือกปฏิบัติและไม่ยอมรับการคุกคามหรือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมทุกรูปแบบ พร้อมจัดให้มีกลไกการร้องเรียนและแจ้งเบาะแสที่สามารถเข้าถึงได้สำหรับพนักงานทุกคน โดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ร้องเรียนเป็นสำคัญ

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทไม่พบข้อพิพาทด้านแรงงานหรือกรณีการเลือกปฏิบัติที่มีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิผลของการบริหารจัดการด้านทรัพยากรบุคคลและการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพในความแตกต่างและความเท่าเทียม

บริษัทมุ่งมั่นยกระดับการส่งเสริมโอกาสและความเท่าเทียมทางเพศอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนพัฒนาการติดตามข้อมูลด้านโครงสร้างบุคลากรและความก้าวหน้าในสายอาชีพอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อนำมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และแนวทางพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับการเติบโตขององค์กร

ผลลัพธ์และทิศทางในอนาคต

การดำเนินงานด้านสังคมของบริษัทในปี 2568 สะท้อนถึงการนำแนวนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการที่ครอบคลุมการดูแลพนักงาน การส่งเสริมการศึกษา และการพัฒนาชุมชน แม้บางโครงการยังอยู่ระหว่างการขยายผล บริษัทได้นำบทเรียนที่ได้รับมาปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการด้านสังคมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในระยะต่อไป บริษัทมีแผนยกระดับการกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด และการติดตามผลด้านสังคมให้มีความชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบการประเมินของ FTSE Russell และแนวปฏิบัติสากล ตลอดจนสร้างคุณค่าร่วมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียและสังคมโดยรวมอย่างยั่งยืน