การบริหารจัดการความยั่งยืนในมิติด้านสิ่งแวดล้อม

บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างรับผิดชอบ โดยมุ่งลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทดำเนินการภายใต้กรอบนโยบายความยั่งยืนและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร ซึ่งได้รับการกำกับดูแลในระดับผู้บริหาร โดยมีการกำหนดบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ และกระบวนการควบคุมที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างเป็นระบบ ตรวจสอบได้ และสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
แนวทางการกำกับดูแลและระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
บริษัทนำระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการควบคุมและลดผลกระทบจากการดำเนินงาน โดยได้รับการรับรองมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง อาทิ ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001 และระบบการจัดการพลังงานตามมาตรฐาน ISO 50001 รวมถึงการได้รับการรับรองเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง บริษัทและบริษัทย่อยจึงได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อม ดังนี้

- บริษัทได้รับการรับรองระบบบริหารงานด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Management System) ตามมาตรฐาน ISO 14001:2015 จากบริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด

- UPI-M ได้รับการรับรองระบบบริหารงานด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Management System) ตามมาตรฐาน ISO 14001:2015 จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (MASCI)

- บริษัทได้รับการรับรองระบบการจัดการด้านพลังงาน (Energy Management System) ตามมาตรฐาน ISO 50001:2018 จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (MASCI)

- บริษัทได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร (Carbon Footprint for Organization) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

- บริษัทได้รับการรับรองด้านการปฏิบัติตามข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนสําหรับวัตถุดิบชีวภาพและแบบหมุนเวียนภายในห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้การรับรองของ International Sustainability and Carbon Certification (ISCC) จาก SGS Germany GmbH

- บริษัทได้รับการรับรองให้เป็น “อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ระดับ 5” จากกระทรวงอุตสาหกรรม
บริษัทมีการจัดทำคู่มือ ระเบียบปฏิบัติ และขั้นตอนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมในประเด็นสำคัญ เช่น การจัดการน้ำเสีย การควบคุมมลพิษ การจัดการของเสีย และการควบคุมการใช้สารเคมีอันตราย เพื่อให้การดำเนินงานในทุกหน่วยงานเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และสอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
นอกเหนือจากการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานภายนอกแล้ว บริษัทยังมีการติดตาม ประเมินผลการดำเนินงาน และทบทวนผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยจัดให้มีการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในด้านต่าง ๆ ทุกปี ได้แก่ การวิเคราะห์คุณภาพน้ำและคุณภาพอากาศโดยบริษัท เอ็นไวร์ แคร์ มอนิเตอร์ริ่ง จำกัด เพื่อให้บริษัทมีข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และสามารถปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการทำงานได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ บริษัทยังมีเป้าหมายในการอบรมและให้ความรู้แก่พนักงานเรื่องการลดเศษเสียจากกระบวนการผลิตเพื่อลดของเสียที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ที่ผ่านมานับตั้งแต่ก่อตั้งกิจการจนถึงปัจจุบัน บริษัทยังไม่เคยถูกฟ้องร้องหรือร้องเรียนจากชุมชนบริเวณใกล้เคียงเกี่ยวกับเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด
นอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างเป็นทางการ โดยครอบคลุมถึงนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี และจรรยาบรรณทางธุรกิจ ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท รวมถึงการสื่อสารและอบรมให้ความรู้แก่ผู้บริหาร พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า

การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน
บริษัทและบริษัทย่อยตระหนักว่าพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญต่อประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุนการดำเนินงาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นองค์กรสีเขียวโดยเลือกใช้พลังงานทางเลือกจากแสงอาทิตย์เพื่อใช้หมุนเวียนในองค์กร โดยติดตั้งระบบ Solar Rooftop บนหลังคาโรงงานที่จังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดตาก ในปี 2568 ที่ผ่านมา ระบบ Solar Rooftop ของบริษัทและบริษัทย่อยสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้จำนวน 2,846 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี สามารถประหยัดพลังงานและต้นทุนค่าไฟฟ้าควบคู่ไปกับช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับโลก โดยสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่น้อยกว่า 1,704 ตันต่อปี
สถิติการผลิตกระแสไฟฟ้าจากระบบ Solar Rooftop ของบริษัทและบริษัทย่อย
| สถิติการผลิตกระแสไฟฟ้า | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 |
|---|---|---|---|
| ดำเนินการโดย UNIX (MWh) | 1,344 | 2,087 | 2,514 |
| ดำเนินการโดย UPI-M (MWh) | 359 | 346 | 332 |
| รวมกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด (MWh) | 1,703 | 2,433 | 2,846 |
| เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1/ (ตันต่อปี) |
1,019 | 1,456 | 1,704 |
การลงทุนในระบบ Solar Rooftop ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งพลังงานฟอสซิลของบริษัท ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานในระยะยาว และสนับสนุนเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
นอกจากนี้ทางบริษัทและบริษัทย่อยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ โดยได้กำหนดและดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจักร กระบวนการผลิต และระบบสาธารณูปโภคภายในโรงงาน รวมทั้งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานมาใช้เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดการสูญเสียในระบบ และเพิ่มเสถียรภาพในการดำเนินงาน ทั้งนี้ มาตรการอนุรักษ์พลังงานที่บริษัทดำเนินการไปในปี 2568 สามารถจัดกลุ่มเป็น 3 กลุ่มหลัก รวมทั้งสิ้น 13 มาตรการสำคัญ ดังนี้
- การเปลี่ยนเครื่องจักรรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงทดแทนเครื่องจักรเก่า เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า
- การปรับปรุงเปลี่ยนอะไหล่สกรูเครื่องหลอมที่เสื่อมสภาพและสิ้นเปลืองพลังงานสูงด้วยอะไหล่ชิ้นส่วนใหม่ เพื่อลดการสูญเสียพลังงาน เพิ่มกำลังการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร
- การเพิ่มประสิทธิภาพการเดินเครื่องจักร โดยการบริหารจัดการปรับการเดินเครื่องจักรจากเดิมในโหมด Standby เป็น Shutdown Mode 100% เมื่อไม่ใช้งาน
- การติดตั้งและเปลี่ยนระบบทำความเย็นของเครื่องจักรจากระบบชิลเลอร์ที่ใช้พลังงานสูง เป็นระบบเพลทฮีตเอ็กเชนเจอร์ที่ใช้พลังงานต่ำ ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
- การปรับปรุงสมรรถนะของเครื่องปรับอากาศ โดยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการควบคุมการใช้พลังงานให้เหมาะสมกับภาระงาน
- การเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศเป็นแบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระยะยาว
- การปรับปรุงระบบระบายอากาศภายในอาคาร โดยเปลี่ยนมอเตอร์เป็นชนิดที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อลดการสูญเสียพลังงาน
- การปรับปรุงระบบแสงสว่างภายในโรงงาน โดยเปลี่ยนหลอดไฟเป็นเทคโนโลยี LED เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและยืดอายุการใช้งาน
- การเปลี่ยนมอเตอร์พัดลมในระบบ Cooling Tower เป็นมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน
- การเปลี่ยนหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังเป็นชนิด Super Low Loss เพื่อลดการสูญเสียพลังงานในระบบจำหน่ายไฟฟ้า
- การเปลี่ยนเครื่อง Air Dryer เป็นเครื่องประสิทธิภาพสูง เพื่อลดการสูญเสียพลังงานในระบบลมอัด
- การติดตั้งและใช้งานระบบควบคุมการบริหารจัดการปั๊มลมด้วยระบบควบคุมอัจฉริยะ (SAM – Sigma Air Management System) เพื่อการตรวจวัด ติดตาม ควบคุม และวิเคราะห์การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
- การนำระบบ Hybrid Current Energy มาใช้เพื่อลดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า
- การติดตั้งอุปกรณ์กรองฮาร์มอนิก (Harmonic Filter) เพื่อปรับปรุงคุณภาพไฟฟ้า ลดผลกระทบจากค่าฮาร์มอนิกที่เกินมาตรฐาน และช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้า
ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงานดังกล่าวมีส่วนช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดต้นทุนการดำเนินงาน และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรในมิติสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
สถิติโครงการด้านการช่วยประหยัดพลังงานของบริษัทและบริษัทย่อย
| สถิติของโครงการที่ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 |
|---|---|---|---|
| ดำเนินการโดย UNIX (MWh) | 430 | 1,439 | 842 |
| ดำเนินการโดย UPI-M (MWh) | 27 | 96 | 55 |
| รวมกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด (MWh) | 457 | 1,535 | 897 |
| เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1/ (ตันต่อปี) |
274 | 919 | 537 |


ระบบ Solar Rooftop บนหลังคาโรงงานที่จังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดตาก
จากการดำเนินงานด้านการจัดการพลังงานดังกล่าว บริษัทและบริษัทย่อยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ บริษัทจะยังคงพัฒนาและขยายมาตรการอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การจัดการทรัพยากรน้ำ
บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า โดยถือว่าน้ำเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน การดำเนินงานด้านการจัดการน้ำของบริษัทอยู่ภายใต้นโยบายโรงงานสีเขียว (Eco Factory) โดยมุ่งเน้นการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำประปา และการป้องกันการสูญเสียน้ำที่ไม่จำเป็น
ในกระบวนการผลิต บริษัทมีการนำน้ำที่ได้จากเครื่องปรับอากาศกลับมาใช้หมุนเวียนภายในโรงงานในปริมาณมากกว่า 10,000 ลิตรต่อวัน เพื่อลดการใช้น้ำประปา นอกจากนี้ บริษัทมีระบบตรวจสอบและซ่อมแซมท่อน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการรั่วไหลและการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์
บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำเสีย โดยมีระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐานก่อนการระบายออกนอกโรงงาน และมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งอย่างสม่ำเสมอ ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งล่าสุด ณ วันที่ 16 กันยายน 2568 แสดงให้เห็นว่าค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ หลังการบำบัดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ดังตารางต่อไปนี้

คุณภาพน้ำทิ้งที่ระบายออกนอกโรงงาน
| พารามิเตอร์ที่ตรวจวัด | หน่วย | วิธีการตรวจวัด1/ | ผลการตรวจวัดน้ำเสีย | ค่ามาตรฐาน2/ | |
|---|---|---|---|---|---|
| ก่อนบำบัด | หลังบำบัด | ||||
| pH | - | SM 2017 (4500-H+ B) | 6.9 | 7.2 | 5.5 - 9.0 |
| BOD | mg/L | SM 2017 (5210 B, 4500-O G) | 31 | 19 | < 20 |
| COD | mg/L | SM 2017 (4500-H+ B) | 170 | 73 | < 120 |
| Color (at the original pH) | ADMI | SM 2017 (5220 F) | 11 | 6 | < 300 |
| Color (at pH 7) | ADMI | SM 2017 (5220 F) | 11 | 6 | < 300 |
| Total Suspended Solids | mg/L | SM 2017 (5220 D) | 110 | 19 | < 50 |
| Total Dissolved Solids | mg/L | SM 2017 (5220 C) | 280 | 360 | < 3,000 |
| Oil & Grease | mg/L | SM 2017 (5220 D) | 8.1 | < 3.0 | < 5 |
| Sample Condition | Observation | เทาจางขุ่น | เหลืองจางมี ตะกอนแขวนลอย |
||
2/ อ้างอิงประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560
จากผลการตรวจวัดดังกล่าว สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียของบริษัท และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
โรงงานของบริษัท ยูนิคอุตสาหกรรม พลาสติก จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่ในตำบลแพรกษาใหม่ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่ปริมณฑลอุตสาหกรรมและชุมชนหนาแน่นในปลายลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยจากการประเมินตามกรอบ WRI Aqueduct – Baseline Water Stress พื้นที่ดังกล่าวถูกจัดอยู่ในระดับความเครียดด้านน้ำสูง (High Water Stress) สะท้อนถึงการแข่งขันการใช้น้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคชุมชน และภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง
บริษัทตระหนักว่าการดำเนินงานในพื้นที่ตึงน้ำอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจหากไม่มีการบริหารจัดการที่เหมาะสม จึงให้ความสำคัญกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ และการควบคุมคุณภาพน้ำทิ้ง เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำในพื้นที่

บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการของเสียและขยะที่เกิดจากกระบวนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง บริษัทมุ่งเน้นการลดการเกิดของเสียตั้งแต่ต้นทาง การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
เนื้อหาในหมวดนี้จัดทำขึ้นเพื่อการเปิดเผยข้อมูลในรายงานประจำปีแบบ One Report ตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสอดคล้องกับกรอบการรายงานสากล GRI 306 (Waste)
บริษัทดำเนินการบริหารจัดการของเสียตามหลักการ 3Rs ได้แก่ Reduce, Reuse และ Recycle โดยเริ่มจากการควบคุมและลดการเกิดของเสียตั้งแต่ต้นทาง (Source Reduction) ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการใช้วัตถุดิบอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการคัดแยกของเสียอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มโอกาสในการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์และลดปริมาณของเสียที่ต้องส่งกำจัดขั้นสุดท้าย
สำหรับของเสียไม่อันตราย บริษัทมีการจัดการทั้งในรูปแบบการนำกลับมาใช้ภายในโรงงาน การส่งออกหรือจำหน่ายเพื่อนำไปรีไซเคิล และการส่งกำจัดหรือบำบัดขั้นสุดท้ายสำหรับของเสียที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ขณะที่ของเสียอันตราย บริษัทดำเนินการควบคุมอย่างรัดกุมตามกฎหมาย ตั้งแต่การคัดแยก การจัดเก็บชั่วคราว ไปจนถึงการส่งมอบให้ผู้รับกำจัดที่ได้รับอนุญาต
แนวทางดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสามารถติดตามโครงสร้างและทิศทางการจัดการของเสียได้อย่างเป็นระบบ ดังแสดงในหัวข้อถัดไป

ของเสียที่เกิดจากการดำเนินงานของบริษัทสามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- ของเสียจากกระบวนการผลิต (Process Waste)
- ของเสียไม่อันตราย และ
- ของเสียอันตราย
โดยของเสียไม่อันตรายสามารถแบ่งย่อยออกเป็นของเสียที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ (Diverted from Disposal) และของเสียที่ต้องส่งกำจัดหรือบำบัดขั้นสุดท้าย (Directed to Disposal)
บริษัทติดตามการไหลของของเสีย (Waste Flow) เพื่อสะท้อนทิศทางการจัดการของเสียอย่างชัดเจน ตั้งแต่การนำกลับมาใช้ประโยชน์ภายในและภายนอกองค์กร ไปจนถึงการส่งกำจัดขั้นสุดท้าย เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้าใจภาพรวมของระบบการจัดการของเสีย ก่อนเข้าสู่รายละเอียดด้านวิธีการคำนวณและผลการดำเนินงานเชิงตัวเลข

ขอบเขตการรายงาน
ข้อมูลด้านของเสียครอบคลุมกิจกรรมการผลิตและกิจกรรมสนับสนุนการดำเนินงานภายในโรงงานของบริษัท
แหล่งข้อมูล
- ระบบ CERO/ERP (ข้อมูลการผลิตและของเสียจากกระบวนการผลิต)
- รายงานปริมาณเศษของเสียประจำปี พ.ศ. 2566–2568 (เอกสารภายในที่มีการลงนามรับรอง)
- บันทึกการกำจัดขยะอันตราย (3 ปี)
- รายงานการจำหน่ายเศษวัสดุประจำปี
หน่วยและวิธีการคำนวณ
รายงานข้อมูลในหน่วยตัน (t) และคำนวณตัวชี้วัดความเข้มข้น (Waste Intensity) จากอัตราส่วนของปริมาณของเสียต่อปริมาณการผลิตรวมในแต่ละปี เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลการดำเนินงานระหว่างช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสม

ผลการดำเนินงานเชิงปริมาณ
บริษัทติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านการจัดการของเสียโดยใช้ข้อมูลเชิงปริมาณและตัวชี้วัดความเข้มข้น (Intensity) เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานเมื่อเทียบกับระดับการผลิตในแต่ละปี การรายงานข้อมูลในรูปแบบเปรียบเทียบย้อนหลัง 3 ปี ช่วยให้สามารถวิเคราะห์แนวโน้มการเกิดของเสีย โครงสร้างการจัดการของเสีย และประสิทธิผลของมาตรการลดของเสียที่บริษัทดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงปริมาณดังกล่าวถูกนำเสนอควบคู่กับตารางและกราฟ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าใจผลการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ผลการดำเนินงานด้านของเสียของบริษัทสามารถจำแนกออกเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) ของเสียจากกระบวนการผลิต (Process Waste) (2) ของเสียอันตรายที่ส่งกำจัด (3) ของเสียไม่อันตรายที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ และ (4) ของเสียไม่อันตรายที่ส่งกำจัดหรือบำบัดขั้นสุดท้าย ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. ปริมาณการผลิตและของเสียจากกระบวนการผลิต (Process Waste)
บริษัทติดตามปริมาณการผลิตรวมและของเสียจากกระบวนการผลิตรวมทุกแผนกจากระบบ CERO/ERP และคำนวณเป็น Process Waste Intensity ดังตารางด้านล่าง
ตารางที่ 1: ปริมาณการผลิตและของเสียจากกระบวนการผลิต
| ปี (พ.ศ.) | ปริมาณการผลิตรวม (ตัน) | ของเสียจากกระบวนการผลิต (ตัน) | Process Waste Intensity (t/t) |
|---|---|---|---|
| 2566 | 37,274.695 | 629.357 | 0.016884 |
| 2567 | 36,371.161 | 568.949 | 0.015643 |
| 2568 | 35,925.046 | 552.750 | 0.015386 |
2. ของเสียอันตรายที่ส่งกำจัด (Hazardous Waste Directed to Disposal)
ตารางที่ 2: ของเสียอันตรายที่ส่งกำจัด
| ปี (พ.ศ.) | ของเสียอันตรายที่ส่งกำจัด (ตัน) | Hazardous Disposal Intensity (t/t) |
|---|---|---|
| 2566* | 2567 | 2568 |
| 19.50 | 23.665 | 30.955 |
| 0.000523 | 0.000651 | 0.000861 |
บริษัทมีการควบคุมการจัดการของเสียอันตรายอย่างรัดกุมตามกฎหมาย โดยปริมาณและความเข้มข้นของของเสียอันตรายที่ส่งกำจัดสะท้อนถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ
3. การไหลของของเสียไม่อันตราย (Non-hazardous Waste Flow)
ตารางที่ 3: การไหลของของเสียไม่อันตราย
| ปี (พ.ศ.) | Internal Recycling (เศษหลอมภายใน) |
External Recycling (ส่งออก/ขายเพื่อรีไซเคิล) |
Diverted from Disposal (รวมรีไซเคิล) |
Directed to Disposal (ส่งกำจัด) |
|---|---|---|---|---|
| 2566 | 1,573.138 | 1,379.174 | 2,952.312 | 1.439 |
| 2567 | 1,476.101 | 1,737.280 | 3,213.381 | 6.978 |
| 2568 | 1,488.399 | 1,823.214 | 3,311.613 | 34.310 |
4. ความเข้มข้นของการจัดการของเสียไม่อันตราย
ตารางที่ 4: ความเข้มข้นของการจัดการของเสียไม่อันตราย
| ปี (พ.ศ.) | Diverted from Disposal (t/t) | Directed to Disposal (t/t) |
|---|---|---|
| 2566 | 0.079204 | 0.000039 |
| 2567 | 0.088350 | 0.000192 |
| 2568 | 0.092181 | 0.000955 |
บทสรุปผลการดำเนินงานด้านการจัดการของเสีย
จากข้อมูลเชิงปริมาณและการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี บริษัทสามารถสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการบริหารจัดการของเสียที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยอัตราของเสียจากกระบวนการผลิตมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม
ในด้านของเสียไม่อันตราย บริษัทให้ความสำคัญกับการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์เป็นหลัก ทั้งในรูปแบบการหลอมกลับใช้ภายในโรงงานและการส่งออกหรือจำหน่ายเพื่อนำไปรีไซเคิล ส่งผลให้ของเสียที่ต้องส่งกำจัดหรือบำบัดขั้นสุดท้ายมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับปริมาณของเสียทั้งหมด ขณะเดียวกัน บริษัทบริหารจัดการของเสียอันตรายอย่างรัดกุมตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัย
บริษัทจะยังคงพัฒนาระบบการจัดการของเสียและฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน อันเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การกำกับดูแลและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
บริษัทมีการกำกับดูแลการจัดการของเสียผ่านโครงสร้างการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีการติดตามผลการดำเนินงานจากข้อมูลเชิงปริมาณและตัวชี้วัดความเข้มข้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อไป บริษัทมีแผนยกระดับการบริหารจัดการของเสียโดยมุ่งเน้นการลดของเสียจากกระบวนการผลิตและเพิ่มสัดส่วนของของเสียที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ พร้อมทั้งพัฒนาความครบถ้วนและความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพื่อรองรับการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG และการประเมินจากผู้มีส่วนได้เสียและดัชนีความยั่งยืนในระดับสากล


บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของภาวะโลกร้อนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas หรือ GHG) ในปัจจุบัน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) อุณหภูมิของพื้นผิวโลก รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ ที่มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในปัจจุบัน
บริษัทได้กำหนดนโยบายและมาตรการด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยอ้างอิงแนวทางของโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ซึ่งส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน การเลือกใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงการส่งเสริมแนวคิดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์
ในด้านมาตรการสำคัญ บริษัทได้ดำเนินการ (1) เลือกใช้เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า แม้จะมีต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นที่สูงขึ้น แต่ช่วยยกระดับคุณภาพการให้บริการและสอดคล้องกับกลยุทธ์การให้บริการที่มีมาตรฐานสูง และ (2) ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยอ้างอิงแนวทางของ Science Based Targets initiative (SBTi) ในระยะยาว
บริษัทได้จัดทำรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization) สำหรับปี 2567 และ 2568 ตามมาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ครอบคลุมพื้นที่โรงงาน คลังวัตถุดิบ คลังสินค้า และสำนักงาน โดยครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) การปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2) และการปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ (Scope 3) รวมถึงการรั่วไหลของสารทำความเย็น ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวได้รับการทวนสอบโดยหน่วยงานอิสระ คือ บริษัท อีซีอีอี จำกัด
ผลการประเมินพบว่า ในปี 2567 บริษัทมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมจำนวน 108,455 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และเพิ่มขึ้นเป็น 115,269 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2568 โดยแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักมาจากการปล่อยทางอ้อมในขอบเขตที่ 3 ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบตั้งต้นประเภทเม็ดพลาสติก รองลงมาคือการใช้พลังงานไฟฟ้า สะท้อนถึงลักษณะของอุตสาหกรรมและโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของบริษัท
เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทได้กำหนดเป้าหมายระยะสั้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานในขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2 ลงร้อยละ 15 ภายในปี 2570 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2565 รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรทางการค้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ บริษัทมีแผนขยายการจัดทำรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ครอบคลุมบริษัทย่อย ได้แก่ UPI-M และ SMILE เพื่อยกระดับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในระดับกลุ่มบริษัท
การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบริษัทในปี 2568 สามารถสรุปปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ดังนี้
| แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก | ปริมาณก๊าซเรือนกระจก (TonCO2e) | |
|---|---|---|
| 1 | การเผาไหม้แบบเคลื่อนที่ - การใช้น้ำมันดีเซลสำหรับยานพาหนะ - การใช้น้ำมันเบนซินสำหรับยานพาหนะ - การใช้ LPG สำหรับยานพาหนะ |
559.11 81.69 184.87 |
| การเผาไหม้แบบไม่เคลื่อนที่ - การใช้น้ำมันเบนซินสำหรับเครื่องตัดหญ้า - การใช้น้ำมันดีเซลสำหรับ Firepump - การใช้ LPG สำหรับประกอบอาหาร |
0.06 0.60 3.63 |
|
| การรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจก - ปริมาณการเติม CO2 ในถังดับเพลิง - การรั่วไหลของปริมาณมีเทนจากบ่อเกรอะ - การรั่วไหลของปริมาณมีเทนจากบ่อบำบัดแบบเติมอากาศ |
0.09 23.54 - |
|
| การรั่วไหลของสารทำความเย็น - การรั่วไหลของสารทำความเย็น R32 - การรั่วไหลของสารทำความเย็น R410A - การรั่วไหลของสารทำความเย็น R407C - การรั่วไหลของสารทำความเย็น R134A |
0.27 71.28 83.16 - |
|
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงรวม (ตัวเลขปัดเศษ) | 1,009.00 | |
| 2 | การใช้พลังงานไฟฟ้า | 13,192.86 |
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ รวม (ตัวเลขปัดเศษ) | 13,192.86 | |
| 3 | การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากวัตถุดิบตั้งต้นที่ซื้อมา การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการกําจัดซากผลิตภัณฑ์ |
89,313.13 11,753.59 |
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ รวม (ตัวเลขปัดเศษ) | 101,067.00 | |
| ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขตที่ 1 - 3) รวม | 115,269.00 | |
| อื่น ๆ | การรั่วไหลของสารทำความเย็น R22 | 23.65 |
| รวม (ตัวเลขปัดเศษ) | 115,293.00 |
การควบคุมมลพิษและคุณภาพสิ่งแวดล้อม
บริษัทให้ความสำคัญกับการควบคุมและลดการปล่อยมลพิษทางอากาศจากกระบวนการผลิต โดย ปฏิบัติตามนโยบายโครงการอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการดำเนินการควบคุมการระบายมลพิษในระดับที่ดีกว่าข้อกำหนดตาม กฎหมาย บริษัทจึงมุ่งเน้นการลดการเผาไหม้เชื้อเพลิง และควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศที่มีนัย สำคัญให้อยู่ในระดับต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดอย่างเหมาะสม
ในการดำเนินงาน บริษัทได้พัฒนาและปรับปรุงมาตรการควบคุมมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง อาทิ การออกแบบและติดตั้งชุดดูดฝุ่นพลาสติกในกระบวนการผลิต รวมถึงการออกแบบลดขนาดถาดสีและ ติดตั้งถาดสีเพื่อลดปริมาณสีที่ใช้ในแต่ละรอบการผลิต ซึ่งช่วยลดการระเหยของสารทำละลาย (Solvent) และลดการเกิดมลพิษทางอากาศจากกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัทมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ระบายออกนอกส่วนโรงงานอย่างสม่ำเสมอ โดยผลการตรวจ วัดล่าสุด ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 สรุปได้ดังนี้

ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ระบายออกนอกส่วนโรงงาน
| จุดตรวจวัด | พารามิเตอร์ที่ตรวจวัด | หน่วย | ผลการตรวจวัด | ค่ามาตรฐาน1/ | เกณฑ์การประเมิน |
|---|---|---|---|---|---|
| ปล่อง | ฝุ่นละออง (Total suspended particulate) |
mg/m3 | 2 | 400 | ผ่าน |
| PT-01 | ไอโซโพรพิล แอลกอฮอล์ (Isopropyl Alcohol) |
mg/m3 | 169.31 | ไม่กำหนด | - |
| โทโลอีน (Toluene) | mg/m3 | 529.6 | ไม่กำหนด | - | |
| เอทธิล อะซิเตท (Ethyl acetate) | mg/m3 | 96.02 | ไม่กำหนด | - | |
| ฝุ่นละออง (Total suspended particulate) |
mg/m3 | 1.3 | 400 | ผ่าน |
จากผลการตรวจวัดดังกล่าว พบว่าค่ามลพิษทางอากาศที่อยู่ภายใต้เกณฑ์ควบคุมตามกฎหมายมีค่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด และจากการประเมินแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ กระบวนการผลิตของบริษัทไม่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ (NOx) และก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) ในระดับที่มีนัยสำคัญตามข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง บริษัทจึงมุ่งเน้นการควบคุมมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นจริงจากกระบวนการผลิตเป็นหลักสะท้อนถึงประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมมลพิษทางอากาศของบริษัท และความมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรับผิดชอบ

นวัตกรรมการผลิตและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมการผลิตและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบกระบวนการผลิต การเลือกใช้วัตถุดิบ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดการเกิดของเสีย และสนับสนุนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle)
ฝ่ายผลิตของบริษัทดำเนินงานสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และหลักการ 4R ได้แก่ Reduce, Reuse, Recycle และ Repair โดยมุ่งเน้นการลดการใช้วัตถุดิบต่อหน่วยการผลิต การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลหรือจัดการหลังการใช้งานได้อย่างเหมาะสม
ในด้านนวัตกรรมกระบวนการผลิต บริษัทได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ เทคโนโลยี Machine Direction Orientation (MDO) สำหรับการผลิตฟิล์มชนิดพิเศษ (Specialty Film) ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแรงของฟิล์มโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มความหนา ส่งผลให้สามารถลดการใช้วัตถุดิบต่อหน่วยการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ เทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการผลิต MDO PE Film และ MDO Breathable Film สำหรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์สุขอนามัย และอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยยังคงคำนึงถึงความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบวัสดุชนิดเดียว (Mono-material Solutions) เพื่อเพิ่มความสามารถในการนำกลับมารีไซเคิล ลดความซับซ้อนของโครงสร้างวัสดุ และสนับสนุนการจัดการของเสียหลังการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น การใช้ฟิล์ม MDO PE เป็นชั้นพิมพ์ร่วมกับฟิล์ม LLDPE เป็นชั้นซีล ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาวัสดุหลายประเภท เช่น PET หรือ Nylon ในบางการใช้งาน ขณะเดียวกันยังคงรักษาคุณสมบัติด้านความแข็งแรงและการป้องกันการซึมผ่านที่เหมาะสม
เพื่อรองรับความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการคุณสมบัติการป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำและอากาศในระดับกลางถึงสูง บริษัทได้นำเทคโนโลยี Vacuum Metallizing มาใช้ในการเคลือบอะลูมิเนียมบนผิวฟิล์มภายใต้ระบบสุญญากาศ ซึ่งใช้ปริมาณอะลูมิเนียมต่ำกว่าการใช้แผ่นฟอยล์อะลูมิเนียมแบบดั้งเดิม แต่ยังคงให้ประสิทธิภาพด้าน Barrier Properties ที่เหมาะสม ช่วยลดการใช้ทรัพยากรและสนับสนุนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
บริษัทได้นำระบบ Inline Recycling และ Trim Recycling Systems มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อรีไซเคิลเศษวัสดุที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิตและนำกลับมาใช้ใหม่ภายในไลน์การผลิตทันที รวมถึงการนำเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากกระบวนการอุตสาหกรรม (Post-Industrial Recycled: PIR) และจากผู้บริโภค (Post-Consumer Recycled: PCR) มาใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์บางประเภท ซึ่งช่วยลดการใช้วัตถุดิบใหม่และลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัด

ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทได้ออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หลากหลายประเภท ครอบคลุมทั้งบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค บรรจุภัณฑ์สำหรับ อุตสาหกรรม และบรรจุภัณฑ์เฉพาะทาง โดยมุ่งเน้นคุณสมบัติที่สนับสนุนความยั่งยืน อาทิ บรรจุภัณฑ์ ที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% บรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบชีวภาพ (Bio-based) เช่น Bio-PE รวมถึงถุง และฟิล์มที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Bio Compostable Bag & Film) ซึ่งสามารถย่อยสลาย กลับคืนสู่ธรรมชาติโดยไม่ทิ้งไมโครพลาสติกตกค้าง
นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่ม Specialty และ Innovation Product เพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพการใช้งานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ฟิล์ม Easy Peel และ Easy Tear ที่ช่วยลดการ สูญเสียผลิตภัณฑ์จากการเปิดใช้งาน ฟิล์ม Shrink Film ที่ช่วยลดการใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ต่อหน่วย สินค้า ฟิล์มกันฝ้า (Anti-fog) และฟิล์มยืดอายุผักและผลไม้ (Keep-it-Fresh) ซึ่งช่วยลดการสูญเสีย อาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนฟิล์มสำหรับการพิมพ์ด้วยระบบ UV Laser ที่ไม่ใช้สารเคมีและ ไม่ก่อให้เกิดการปล่อยสารอินทรีย์ระเหย (VOC)
การพัฒนานวัตกรรมการผลิตและผลิตภัณฑ์ดังกล่าว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้าง สมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการของลูกค้า การเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ และการลด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทจะยังคงพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับ เป้าหมายด้านความยั่งยืนและการเติบโตในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco Products)
บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองต่อความ ต้องการของลูกค้าและสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบัน บริษัทได้กำหนดกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ที่สามารถอ้างอิงว่าเป็น Eco Products ภายใต้หลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
- ผลิตภัณฑ์ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ซึ่งสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ 100% (100% Recyclable Packaging)
- ผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้วัตถุดิบรีไซเคิลประเภท Post-Consumer Recycled (PCR) และ Post-Industrial Recycled (PIR)
- ผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบชีวภาพ (Bio Compostable Materials)
ในปี 2566–2568 บริษัทมีแนวโน้มการเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ยอดขาย Eco Products มีมูลค่า 29.33 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.01 ของยอดขายรวมทั้งหมด ต่อมาในปี 2567 ยอดขาย Eco Products เพิ่มขึ้นเป็น 44.12 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.42 ของยอดขายรวม และในปี 2568 ยอดขาย Eco Products เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 74.22 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.47 ของยอดขายรวม
การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนยอดขาย Eco Products สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการตอบสนองต่อแนวโน้มตลาดและความต้องการของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทจะยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
กิจกรรมส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อระบบนิเวศ สังคม และชุมชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัท
ในปี 2568 บริษัทได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ชุมชน สถานศึกษา และกลุ่มอาสาสมัคร ดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรม “รวมพลคนอาสา อนุรักษ์ทะเลชายฝั่ง” ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับจิตอาสาพระราชทานในตำบลแพรกษา อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีผู้บริหารและพนักงานเข้าร่วมรวม 42 คน กิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วยการปลูกป่าชายเลนจำนวน 3,000 ต้น และการเก็บขยะทะเลได้มากกว่า 150 กิโลกรัม ณ พื้นที่คลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง ลดการกัดเซาะ และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรทางทะเลในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทได้จัดกิจกรรม “ปล่อยปลาลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล” โดยคณะผู้บริหารและกลุ่มอาสาสมัครยูนิคได้ร่วมปล่อยพันธุ์ปลาตะเพียนขาวจำนวน 20,000 ตัว ณ ท่าน้ำวัดบางโฉลงนอก เพื่อร่วมฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศแหล่งน้ำธรรมชาติ และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของบริษัทในการตอบแทนสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนและชุมชน โดยจัดกิจกรรม “พี่น้องอาสา ปลูกป่าชายเลน” ร่วมกับนักเรียนจากโรงเรียนเฉลิมมณีฉายวิทยาคาร ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก สถานตากอากาศ จังหวัดสมุทรปราการ กิจกรรมดังกล่าวช่วยส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งอย่างเป็นรูปธรรม
การดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการบริหารจัดการความยั่งยืนในมิติด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือ การมีส่วนร่วม และการแบ่งปันคุณค่าร่วม (Shared Value) ระหว่างองค์กร ชุมชน และสังคม บริษัทเชื่อว่าการรวมพลังจากหลายภาคส่วน แม้จะเป็นพลังเล็ก ๆ แต่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนในระยะยาว


บทสรุปภาพรวมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม
การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทได้รับการขับเคลื่อนภายใต้กรอบนโยบายที่ชัดเจน การกำกับดูแลจากคณะกรรมการบริษัท และระบบบริหารจัดการที่สามารถตรวจสอบได้ ครอบคลุมการใช้ทรัพยากร การควบคุมมลพิษ การจัดการของเสีย และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
